7 วิธีลดตาบวมฉึ่ง (ตอน 2)

4.พยายามอย่าร้องไห้  ไม่ว่าจะร้องไห้ด้วยสาเหตุอะไร แต่ทุกครั้งที่ร้องไห้ ถุงใต้ตาก็จะมาเยี่ยมเยือนเราเป็นประจำ ฉะนั้นทางที่ดีก็พยายามอย่าร้องไห้เลยดีกว่า แต่ถ้ามันเศร้าใจสุดจะทนจริง ๆ แนะนำให้ลองหาผ้าขนหนูชุบน้ำเย็น มาประคบหลังต้นคอเอาไว้ อาจจะฟังดูแปลก ๆ หน่อย แต่เชื่อเถอะว่ามันเป็นวิธีที่สามารถช่วยให้เราหยุดร้องไห้ที่ได้ผลดีในระดับนึงเลยนะ

 5.ลดบวมด้วยถุงชา  นอกจากแตงกวาและช้อนแช่เย็นจะช่วยลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้อย่างดีแล้ว ยังมีถุงชาชงแล้วอีกอย่างที่สามารถลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้เด็ดไม่แพ้กัน เนื่องจากในถุงชามีสารคาเฟอีน ที่เป็นตัวช่วยลดอาการบวมและคลื่นขรุขระใต้ผิวหนังได้ด้วย ฉะนั้นหากจะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหนังใต้ตา ก็ควรเลือกตัวที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสม ส่วนวิธีการลดอาการบวมด้วยถุงชาก็ทำไม่ยาก เพียงแค่ใช้ถุงชาที่ผ่านการชงแล้ว มาประคบบริเวณถุงใต้ตาที่บวมสักพัก รอจนอาการบวมค่อย ๆ ยุบตังลงก็ค่อยล้างหน้าตามปกติ

6.รักษาโรคภูมิแพ้  หลายคนมีปัญหารอยคล้ำใต้ตาและถุงใต้ตามาจากผลกระทบของโรคภูมิแพ้ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหารอบดวงตาเหล่านี้ ก็ควรปรึกษากับแพทย์เพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ที่ตัวเองเป็นอยู่ให้หายขาด หรืออย่างน้อย ๆ ก็ให้อาการของโรคภูมิแพ้บรรเทาลงบ้าง ซึ่งก็เป็นวิธีที่จะช่วยลดอาการภูมิแพ้ของคุณ และป้องกันปัญหารอบดวงตาของเราได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะค่ะ

7.เลือกใช้อายเจล  ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตามีให้เลือกทั้งแบบชนิดครีมและเจล แต่แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตาชนิดเจลดีกว่า เพราะเจลจะช่วยเรื่องลดอาการบวมได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดครีม นอกจากนี้หากคุณนำเจลบำรุงไปแช่เย็น ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้อีกมากเลยทีเดียว

   ต่อไปนี้คงไม่ต้องอารมณ์เสียกับอาการตาบวมและปัญหาถุงใต้ตาอีกต่อไป แต่ถ้าวันไหนเกิดมีถุงใต้ตาขึ้นมา ก็ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว เพราะเรามีเคล็ดลับลดอาการบวมของถุงใต้ตามาช่วยกำจัดความบวมฉึ่งไม่สวยให้หมดไปได้ ยังไงก็อย่าลืมนำเคล็ดลับตามที่เราบอกไปใช้กันดูด้วยนะจ๊ะ

7 วิธีลดถุงใต้ตาบวมฉึ่ง (ตอน 1)

ตื่นเช้ามาเจอกับถุงใต้ตาบวมฉึ่ง เป็นใครก็คงอยากจะกรี๊ดให้ลั่นจริงไหมล่ะ ก็จะไม่ให้หงุดหงิดได้ยังไง ตาบวมอย่างนี้จะแต่งให้สวยเรียบเนียนก็ลำบาก เฮ้อ แต่ในเมื่อย้อนเวลากลับไปนอนให้พอไม่ได้ ก็มาดูวิธีลดอาการบวมของถุงใต้ตา และวิธีป้องกันถุงใต้ตาไม่ให้โผล่มารบกวนใจต่อไปนี้กันดีกว่า

1.นอนให้เต็มอิ่ม   อย่างที่บอกกันไปข้างต้นว่าถ้านอนไม่พอเมื่อไร ตื่นเช้ามาเป็นต้องได้เจอเข้ากับถุงใต้ตาสุดน่าเกลียดทันที เพราะในช่วงเวลากลางคืน ร่างกายจะมีระบบเผาผลาญไขมันและน้ำในร่างกาย ซึ่งถ้าเราพักผ่อนไม่เพียงพอ กระบวนการเหล่านี้ก็จะยังไม่เสร็จเรียบร้อย จนมาโชว์ตัวบนหน้าให้เราได้เห็นในตอนเช้านั่นเอง อย่างนี้คงดีกว่าถ้าเราจะมาป้องกันการเกิดถุงใต้ตาด้วยการนอนให้เต็มอิ่ม อย่างน้อย 6-10 ชั่วโมงเป็นต้นไป เท่านี้ก็จะหมดปัญหาถุงใต้ตามารบกวนอีกแล้ว แถมยังได้ผิวสวยอิ่มเอิบจากการที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างพอเพียงเป็นโบนัสเพิ่มอีกอย่างด้วย

2.ช้อนกับแตงกวาช่วยคุณได้  เช้าวันไหนที่ตื่นมาเจอถุงใต้ตาสุดบวมก็ไม่ต้องวีนให้เสียอารมณ์ และท่องไว้ว่าฉันไม่แคร์ เพราะเราสามารถหาทางลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้ชิล ๆ เช่น อาจจะหั่นแตงกว่าแช่เย็นมาประคบเบ้าตา หรือนำช้อนแช่เย็นมาครอบเบ้าตาไว้สักพัก ให้ความเย็นจากสิ่งเหล่านี้ช่วยคลายอาการบวมน้ำของถุงใต้ตาออกไปให้หมด แค่นี้ก็สามารถกำจัดถุงใต้ตาได้อยู่หมัดแล้วล่ะ

3.ลดอาหารเค็ม   สำหรับคนที่ลองสารพัดวิธีกำจัดถุงใต้ตาแล้วก็ไม่เห็นผล คราวนี้ลองมาสังเกตพฤติกรรมการกินของตัวเองดูบ้างดีไหม หากเป็นคนที่ชอบกินอาหารรสเค็มก็ใช่เลย เพราะอาหารที่อุดมไปด้วยเกลือ มีส่วนทำให้ร่างกายเกิดอาการบวมน้ำ ยิ่งถ้าวันไหนที่คุณมีถุงใต้ตาบวมฉึ่ง แล้วยิ่งกินอาหารรสเค็มเข้าไป ร่างกายก็จะยิ่งกักเก็บน้ำเอาไว้อย่างนั้น ทำให้ถุงใต้ตาไม่หายไป และยังคงลอยหน้าลอยตาอวดโฉมอยู่บนหน้าของเรา ชนิดที่หาสารพัดวิธีลดอาการบวมมาใช้ก็ไม่ได้ผล

เคล็ดลับบำรุงผิวให้ขาวใสอย่างถูกวิธี

ผิวขาวใสเป็นเรื่องที่ทุกคนใฝ่ฝัน ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเป็นตัวเลือกในการบำรุงผิวให้ขาว กระจ่างใส และอ่อนเยาว์มากมายหลากหลายวิธี แต่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าวิธีการบำรุงรักษาที่นิยมใช้กันอยู่ในทุกวันจะเห็นผลจากการบำรุงรักษาผิว ที่จะให้เห็นผลนั้นต้องดูแลให้ถูกวิธี จริงอยู่ว่าปัจจุบันมีทางเลือกหลากหลายมากมาย แต่ทั้งนี้แต่ละวิธีก็จะมีความเหมาะสมต่อชั้นผิวที่แตกต่างกันไป  โดยในการบำรุงรักษาของแต่ละชั้นผิวก็จะมีวิธีที่แตกต่างกัน ดังนี้

ชั้นหนังกำพร้า   เป็นชั้นบนสุด ที่ปรากฏริ้วรอยให้เห็นเด่นชัด เมื่ออายุมากขึ้น ทั้ง ฝ้า กระ จุดด่างดำ ไขมันตกตะกอน และริ้วรอยอื่น ๆ วิธีที่จะช่วยในการปรับผิวให้กลับไปเรียบเนียนและดูอ่อนโยน ก็จะได้แก่ การบำรุงด้วยครีมต่าง ๆที่เหมาะสมกับสภาพผิว และอาจรักษาโดยวิธีการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปด้วย “การขัดผิว” และ “การใช้สารเคมีในการผลัดลอกเซลล์ผิว” เป็น 2 วิธีที่เป็นที่นิยม ซึ่งจะช่วยในการลดเลือนริ้วรอย รักษาสิวและปรับสภาพสีผิว

ชั้นหนังแท้  ส่วนใหญ่จะเกิดปัญหาคอลลาเจนบนใบหน้าลดน้อยลง ดังนั้นวิธีที่จะสร้างคอลลาเจนให้กับปัญหาผิวที่เกิดขึ้น ก็สามารถทำได้โดยเครื่องมือ นวัตกรรมหลากหลายชนิด อาทิ วิธีการรักษาด้วย RF (Radio Frequency) ซึ่งจะรักษาได้ลึกเข้าไปในชั้นหนังแท้ โดยจะเข้าไปกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ หรืออาจใช้เครื่องมือ Profile Clearscan module ซึ่งเป็นเลเซอร์สำหรับการกระชับรูขุมขน และทำให้ใบหน้าดูใสและสว่างขึ้น โดยอาศัยหลักการ Photothermolysisจากลำแสงเลเซอร์ไปกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนและลดการทำงานของเม็ดสี โดยที่ไม่ทำลายผิวหน้า

คงสภาพผลการรักษา  หลังการรักษาผิวด้วยวิธีใด ๆ จำเป็นต้องมีการดูแลผิวเพื่อคงสภาพการรักษาให้ผิวดูดีในทุก ๆ วัน ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการมีรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ร่วมกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน การรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี และวิตามินอี ร่วมกับการดูแลผิวด้วยการใช้ครีมขัดผิวเอาเซลล์ที่ตายแล้วออก และการทาเซรั่มบำรุงผิว สิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวคือ ครีมกันแดด เพราะแสงแดด จะเป็นตัวการสำคัญทำให้ผิวกลับมาหมองคล้ำ โดยเฉพาะแดดยามพระอาทิตย์ตรงศีรษะเป็นต้นไป ซึ่งการทาครีมกันแดดจะช่วยป้องกันได้ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามเราควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB ซึ่งควรเป็นครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 หรือสูงกว่า เพื่อปกป้องผิวจากการถูกทำลายด้วยแสงแดด ผู้เชี่ยวชาญของเราจะให้คำแนะนำและทางเลือกในการรักษาที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

หนุ่มๆควรหันมาดูแลตัวเองด้วย บีบี ครีม กันดีกว่า

สมัยนี้ใครๆ ก็อยากดูดีด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมละค่ะ เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองออกมาใหม่เยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่สำหรับสาว ๆ เท่านั้น แต่ผู้ชายก็ไม่น้อยหน้าเลยสักนิด แถมแฟชั่นเท่ๆ ก็มีอยู่ถมเถมากมาย ทำให้แม้จะไม่ได้หน้าตาดีมาตั้งแต่เกิด เราก็สามารถปรับเปลี่ยนลุคของตัวเองจนดูดีขึ้นได้เช่นกัน

ดังนั้นยุคนี้แล้ว ถ้าใครยังไม่รู้จักดูแลตัวเองอยู่อีก ก็คงเสียเปรียบคนอื่นเขาน่าดู แถมเวลาที่ออกไปพบปะผู้คน คุณยังรู้สึกมั่นใจได้ไม่เต็มที่อีกต่างหาก ดังนั้น การหันมาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตัวเองบ้างจึงเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน โดยเฉพาะกับครีมยอดนิยมที่มาแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่าง บีบี ครีม ที่เราจะนำมาแนะนำกันในวันนี้ค่ะ

บีบี ครีม คืออะไรกันแน่?

คำตอบของคำถามนี้ก็คือ บีบี ครีม เป็นครีมเอนกประสงค์ที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ทั้งเพิ่มความสม่ำเสมอให้กับสีผิว, ลบเลือนรอยตีนกาและแผลอักเสบเป็นหนอง, ปกปิดร่องรอยบนใบหน้า รวมทั้งเป็นครีมกันแดดป้องกันรังสียูวีไปในตัว และถึงแม้จะเป็นยี่ห้อเดียวกัน แต่ บีบี ครีม ก็มีแบ่งแยกออกไปอีกหลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนมากที่สุด เช่น ผิวแห้ง ผิวมัน และผิวผสม เป็นต้น คุณจึงต้องศึกษาให้ดีเสียก่อนว่าคุณมีผิวประเภทไหน แล้วค่อยซื้อครีมมาบำรุง

ประโยชน์ของ บีบี ครีม

อย่างที่กล่าวมาข้างต้น บีบี ครีม เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้ได้หลายอย่าง ซึ่งหลังจากใช้ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ คุณก็จะสามารถสัมผัสถึงผิวที่นุ่มเนียนขึ้นได้อย่างชัดเจน จนรู้สึกว่าหน้าดูเด็กขึ้นตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น มันยังไม่ทำให้เกิดปัญหารูขุมขนอุดตันอีกด้วย คุณจึงสามารถหมดกังวลเรื่องสิวไปได้เลย แถมยังทำให้ผิวชุ่มชื่นมากขึ้นโดยเฉพาะในหน้าหนาวที่ผิวแตกระแหงเป็นพิเศษได้อีกต่างหาก

บีบี ครีม ใช้อย่างไร

การทา บีบี ครีม ก็เหมือนกับเวลาที่คุณชโลมพวกมอยส์เจอไรเซอร์นั่นแหละ โดยต้องทาอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน ถึงจะเห็นผล โดยเริ่มจากแต้มบาง ๆ ลงบน 5 จุดของใบหน้า ตั้งแต่หน้าผาก, แก้มทั้ง 2 ข้าง, ปลายจมูก และคางก่อน จากนั้นค่อยใช้นิ้วนวดให้ทั่วใบหน้า ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ทั้งนี้ถ้าเผลอแต้มครีมเยอะเกินไปแล้ว อาจป้ายลงบนทิชชูทิ้งไปก็ได้

ทั้งนี้คนที่ใช้ บีบี ครีม ไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีอายุที่อยากกลับไปมีผิวเนียนใสเหมือนเด็ก หรือเป็นคนมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพผิวเท่านั้นหรอกนะ แต่คนธรรมดาทั่วไปก็ใช้ได้เหมือนกัน เพราะไม่ว่าใครก็อยากเป็นเจ้าของผิวขาวใสสุขภาพดีด้วยกันทั้งนั้นแหละ คุณว่าจริงไหม

10 กฏเหล็กของการมีผิวเนียนใส

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราพูดถึง 5กฏเหล็กของการมีผิวเนียนใสแล้วนะค่ะ วันนี้เรามาดูอีก5กฏเหล็กที่เหลือเลยดีกว่าค่ะ

6. ปกป้องผิวจากสิว

แม้ว่าเราจะมีสารพัดวิธีกำจัดสิวให้หายไปได้ในเร็ววัน แต่ถ้าไม่มีสิวบนใบหน้าให้เราต้องหาวิธีกำจัดก็คงจะดีกว่ามากใช่ไหมคะ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงมีรอยแผลเป็นและจุดด่างดำบนใบหน้าด้วย ดังนั้นถึงตอนนี้จะไม่มีสิวมากวนใจสักเม็ด แต่เราก็ควรปกป้องผิวจากสิวด้วยการรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ไม่ใช้มือจับต้องหน้าโดยไม่จำเป็น และใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันและรักษาสิวอยู่ตลอดด้วย

7. ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม

การป้องกันสิวมากวนใจเป็นสิ่งที่สมควรจะทำ แต่ก็ต้องทำอย่างพอดี ไม่มากไปและไม่น้อยเกินจนเกิดปัญหาขึ้นได้ โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่หากใช้เกินปริมาณ ก็จะทำให้หน้าแห้ง และบอบบางแพ้ง่ายในที่สุด ดังนั้นก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด ก็ควรต้องอ่านวิธีใช้อย่างละเอียด และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วย

8. ใจเย็น ๆ

ทุกการรักษาย่อมต้องใช้เวลาสักระยะ จึงอาจจะเห็นผลลัพธ์ แม้จะไม่ทันใจแต่ก็พยายามใจเย็นไว้ดีกว่า เพราะยิ่งใจร้อนก็จะทำให้เครียด และพอเครียดร่างกายก็จะผลิตน้ำมันออกมามาก จนอาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดสิวลุกลามบนใบหน้าเราอย่างช่วยไม่ได้ ฉะนั้นหากรู้สึกเครียด แพทย์ผิวหนังก็แนะนำให้หากิจกรรมระบายความเครียดทำ เช่น การออกกำลังกาย รำไทเก๊ก เล่นโยคะ หรือแม้กระทั่งการอาบน้ำอุ่นก็สามารถช่วยขจัดความเครียด และบำรุงผิวให้มีสุขภาพดีขึ้นได้ค่ะ

9. ทาครีมกันแดดเป็นประจำ

ผลิตภัณฑ์ปกป้องสิวทุกชนิดจะทำให้ผิวหน้าของเราบอบบาง จึงอาจจะโดนแสงแดดและยูวีทำร้ายได้ง่ายกว่าปกติ และเพื่อการปกป้องผิวจากริ้วรอย จุดด่างดำและฝ้า เราก็ควรจะทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และควรจะเลือกครีมกันแดดชนิด noncomedogenic ซึ่งเป็นครีมกันแดดชนิดที่ไม่อุดตันรูขุมขนนั่นเองค่ะ

10. ลบเลือนจุดด่างดำจากสิว

แม้จะรักษาสิวจนหมดเกลี้ยงไปจากใบหน้าเราแล้ว แต่เจ้าสิวตัวดีก็ยังคงทิ้งร่องรอยจุดด่างดำเอาไว้ให้ดูต่างหน้า ซึ่งเราก็ต้องหาวิธีลบเลือนจุดด่างดำเหล่านี้ให้หมดสิ้นไป เพื่อเผยผิวกระจ่างใส โดยสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (salicylic acid) และสารสกัดจากรากชะเอมเทศ (licorice-root extract) ที่สามารถช่วยลบเลือนจุดด่างดำ และกระชับรูขุมขนให้เรียบเนียนจ้า

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเคล็ดลับดูแลผิวหน้าให้เนียนใส ห่างไกลจากสิวและจุดด่างดำที่เรานำมาฝากกัน ถ้าสาว ๆ คนไหนอยากมีผิวเรียบเนียนกระจ่างใส ก็ลองทำตามนี้กันดูนะคะ

10 กฏเหล็กของการมีผิวเนียนใส

สาวๆหลายๆคนคงงุดงิดเวลาที่สิวขึ้นแม้เม็ดเดียว ความฝันที่อยากจะมีผิวเนียนใสอยู่ๆ ก็หลุดหายไปซะอย่างนั้น กลับกลายเป็นผิวที่มีทั้งสิวและจุดด่างดำให้ต้องเศร้าใจแทน หากปล่อยไว้อย่างนี้คงไม่ดีแน่ ถ้าอย่างนั้นเรามาทำตามกฏเหล็ก 10 ข้อที่เรานำมาฝากกันดีกว่า จะได้เผยผิวเนียนใสห่างไกลสิวอย่างที่ฝันไว้

1. ทำความสะอาดให้หมดจด

ในแต่ละวันเราเจอทั้งฝุ่นควัน สิ่งสกปรกและมลพิษมากมาย รวมไปถึงสารเคมีต่าง ๆ จากเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้กันอยู่เป็นประจำด้วย ดังนั้นเราจึงต้องทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจดที่สุด เพื่อป้องกันสิ่งตกค้างบนผิว ที่อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดสิว และรอยด่างดำได้ โดยควรจะล้างหน้าเป็นประจำทุกเช้า และกลางคืน รวมไปถึงทุกครั้งหลังจากออกกำลังกาย นอกจากนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีกรดซาลิไซลิก (salicylic acid) ผสมอย่างน้อย 2% เพราะเป็นสูตรที่อ่อนโยนต่อผิวบอบบางค่ะ

2. ห้ามบีบสิวเด็ดขาด

แม้จะคันไม้คันมืออยากจะบีบสิวบนใบหน้าสักแค่ไหนก็ต้องห้ามใจเอาไว้ เพราะอย่างที่รู้กันว่าการบีบสิวจะทำให้ผิวอักเสบ จนสิวอาจจะเห่อเยอะมากกว่าเดิม และยังทำให้เกิดรอยแผลเป็นอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นก็อย่าเผลอบีบสิวเด็ดขาดเลยนะจ๊ะสาว ๆ

3. ฆ่าเชื้อรอยสิว

แน่ะ สารภาพมาซะดี ๆ ว่าเผลอบีบสิวกันไปแล้วใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะฆ่าเชื้อโรคที่ผิวบริเวณนั้นก่อน ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีส่วนผสมของ เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ( benzoyl peroxide) 2.5% และกรดซาลิไซลิก (salicylic acid) ที่จะช่วยกำจัดสิ่งอุดตัน และทำความสะอาดได้ล้ำลึกถึงรูขุมขน

4. หาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิว

สำหรับใครที่มีปัญหาผิว เช่น เป็นสิว และรอยด่างดำ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารประกอบสำหรับรักษาสิวอย่างเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ( benzoyl peroxide) ไกลโคลิก (glycolic) และกรด ซาลิไซลิก (salicylic acid) ผสมอยู่ด้วย และรอดูผลลัพธ์หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปแล้ว 6 เดือน หากปัญหาผิวที่เคยมีหายไป นั่นก็แสดงว่าคุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์นี้ต่อไปได้ แต่ถ้าหลังใช้ไปแล้ว 6 เดือนผิวก็ไม่ได้ดีขึ้น คงต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อหาชนิดผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวหน้าของคุณต่อไปแล้วล่ะค่ะ

5. ลองใช้เรตินอยด์

เรตินอยด์ (Retinoids) เป็นยารักษาปัญหาผิวกลุ่มใหม่ที่ค่อนข้างได้รับความนิยมพอสมควร โดยเฉพาะในด้านการลบเลือนริ้วรอยบนผิวหน้า แต่จริง ๆ แล้วเรตินอยด์ยังสามารถช่วยรักษารอยแผลเป็น จุดด่างดำ ป้องกันการเกิดสิว และช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ผิวหน้าได้ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องใช้อย่างถูกวิธี โดยวิธีใช้ก็คือ หยดเรตินอยด์ปริมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวบนนิ้วมือ แล้วค่อย ๆ เกลี่ยให้ทั่วใบหน้าทุกคืนก่อนนอนเป็นประจำ เท่านี้ก็จะมีผิวหน้าที่เนียนใสเต่งตึงแล้วล่ะค่ะ

สัปดาห์หน้าเรามาติดตามกันอีก 5กกฏเหล็กกันนะค่ะ

เคล็ดลับในการเป็นหนุ่มหน้าใสดูอ่อนกว่าวัย

เรื่องริ้วรอยบนใบหน้าคงเป็นเรื่องที่แม้แต่ผู้ชายหลีกหนีไปไม่ได้ และถึงแม้หลายคนจะพยายามหาครีมบำรุง เพื่อที่จะได้กลับมามีใบหน้าสดใสอีกครั้งก็อาจสายเกินแก้ไปเสียแล้ว เพราะความจริงไม่มีครีมใดๆ ในท้องตลาดที่สามารถเอาชนะริ้วรอยจากวัยที่ร่วงโรยได้ตลอดไป แต่ถึงรู้แบบนี้แล้วการบำรุงผิวก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเลิกใส่ใจ ทว่ากลับยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยซ้ำ และวันนี้เราก็มวิธีบำรุงใบหน้ามาแนะนำให้หนุ่มๆกัน ไปดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

1. เริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้เลย

ถึงแม้ว่าวันนี้คุณอาจยังไม่มีริ้วรอยใด ๆ บนใบหน้า แต่การดูแลก่อนย่อมได้เปรียบเสมอ ฉะนั้นให้เริ่มบำรุงผิวด้วยวิธีต่าง ๆ จนเป็นกิจวัตร เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยและคงสภาพผิวให้แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ซึ่งถึงแม้ริ้วรอยยังไม่ปรากฏออกมาให้เห็นในตอนนี้ ก็ไม่ใช่ว่าต่อไปจะไม่มีริ้วรอยแอบแฝงอยู่บนใบหน้า ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าตามแก้ในภายหลังนะ

2. อย่าขาดครีมบำรุงผิว

ครีมบำรุงผิวต่าง ๆ ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวได้รับความเสียหายจากปัจจัยต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะฝุ่นควัน สิ่งสกปรกจากมือที่เกิดจากการสัมผัสสิ่งของ รวมทั้งวัยด้วย โดยคุณควรรักษาความชุ่มชื้นและฟื้นฟูสภาพผิวด้วยครีมที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เช่น เมื่อต้องออกแดดตอนกลางวันก็ให้ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อปกป้องผิวไม่ให้หมองคล้ำหรือมีรอยไหม้จนกลายเป็นมีผิวแห้งกร้าน ส่วนตอนกลางคืนก็ใช้ครีมที่ช่วยฟื้นฟูผิวอีกที ตื่นเช้ามาจะได้มีผิวสดใสเปล่งปลั่งแลดูมีสุขภาพดียังไงล่ะ

3. จัดการความเครียด

สาเหตุของผิวพรรณที่ได้รับความเสียหายที่หลายคนอาจไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกันได้นั่นก็คือ ความเครียด แต่ลองสังเกตดูดี ๆ สิ เวลาที่คุณทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ริ้วรอยยับย่นจะปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัดมาก หรืออาจพูดได้ว่าเป็นการกระตุ้นริ้วรอยบนใบหน้าแบบไม่ตั้งใจวิธีหนึ่งเลยทีเดียว ทางแก้ง่าย ๆ คือให้รู้จักฝึกควบคุมความเครียด แล้วลองนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม เพื่อทำจิตใจให้สงบ เพียงแค่นี้ก็จะช่วยลดความวิตกกังวลลงได้มากแล้ว

4. เลิกเป็นสิงห์อมควัน

สำหรับคนที่ไม่สูบบุหรี่อยู่แล้ว ขอบอกว่าโชคดีมาก ๆ เพราะจริง ๆ แล้ว บุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดูแก่กว่าอายุจริงได้มากเลยทีเดียว นั่นเพราะสารนิโคตินในบุหรี่จะไปขัดขวางไม่ให้ออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดได้มากเท่าที่ควร มีผลทำให้ผิวพรรณไม่สดใสและเร่งการเกิดริ้วรอยอย่างแรงเลยล่ะ

5. ทานอาหารที่มีประโยชน์

นอกจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ที่ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินและเกลือแร่จากผักผลไม้มากคุณค่าแล้ว การควบคุมโปรตีน แป้ง และไขมันก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปเช่นเดียวกัน รวมไปถึงดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่นได้มากทีเดียว

6. พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างชัดเจนมาก โดยเฉพาะใบหน้าสุดหล่อเหลาของหนุ่ม ๆ ซึ่งจุดที่เห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือริ้วรอยบริเวณดวงตา ซึ่งการนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงจะช่วยลดปัญหานี้ได้ ดังนั้น คนที่ชอบออกไปปาร์ตี้กินดื่มทั้งหลายจนดึกดื่นต้องหันมาปรับพฤติกรรมดูใหม่ได้แล้ว

ผิวหน้าแห้งหยาบกร้านทำยังไงดี ลองให้ 8 ทริคนี้ช่วยดูสิ!

1. ทำความสะอาดให้ถูก

อันดับแรกสาวผิวแห้งต้องรู้วิธีทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกายอย่างถูกต้องก่อน เพื่อไม่ให้น้ำมันธรรมชาติในผิวหนังสูญเสียไปมากนัก โดยเริ่มจากการเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนต่อผิว มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ ไม่มีสวนผสมของแอลกอฮอล์ เลี่ยงการใช้สบู่ และไม่ควรใช้โทนเนอร์ทำความสะอาดผิว ที่สำคัญต้องล้างหน้าและถูผิวกายอย่างอ่อนโยนที่สุด แต่ถ้าหากว่าผิวของคุณแห้งมากจนแตกเป็นสะเก็ด ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ เช่น มะละกอ ฟักทอง และโยเกิร์ตทำความสะอาดผิวร่วมด้วย

2. บำรุงด้วยน้ำผึ้ง

โดยปกติแล้วลักษณะของคนที่มีผิวแห้ง มักจะมีริมฝีปากแตกลอก ส้นเท้าแตก และข้อศอกด้านด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ผิวดูไม่สวยงามน่ามอง แต่วิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปก็ไม่ยาก เพียงแค่นำน้ำผึ้งมาทาผิวบริเวณที่แห้งแตกมีปัญหา แล้วนวดวนสักพัก ทำอย่างนี้เป็นประจำ ผิวที่แห้งแตกและหยาบกร้านก็จะกลับมาเนียนนุ่มได้อีกครั้ง เพราะน้ำผึ้งมีคุณสมบัติช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นนั่นเอง

3. อย่าอาบน้ำนาน

แม้การอาบน้ำจะทำให้ร่างกายสะอาดสะอ้าน แต่การอาบน้ำก็เป็นการทำลายน้ำมันและความชุ่มชื้นในผิวทางหนึ่ง ดังนั้นสาวผิวแห้งจึงไม่ควรจะใช้เวลาอาบน้ำชำระร่างกายนานเกินไป และถ้าเป็นไปได้พยายามอย่าอาบน้ำอุ่นด้วย เพราะความร้อนจะยิ่งทำให้ผิวคลายความชุ่มชื้นและน้ำมันธรรมชาติออกมามากขึ้น เป็นเหตุให้ผิวแห้งกร้านยิ่งขึ้นนะจ๊ะ

4. ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยแล้ว ให้รีบบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ในขณะที่ผิวยังมีความหมาดชื้น เพื่อเป็นการล็อกความชุ่มชื้นและมอยส์เจอไรเซอร์ให้อยู่ในผิวเราได้ดีขึ้น หรือจะใช้ออยล์ทาผิวสำหรับเด็กก็ดี หลังอาบน้ำเสร็จ ก่อนจะเช็ดตัวก็นำออยล์มาทาผิวให้ทั่วก่อน จนรู้สึกว่าออยล์เริ่มซึมลงผิวแล้วค่อยเช็ดตัวแล้วออกมาทาครีมเสริมความชุ่มชื้นเข้าไปอีกชั้น

5. บำรุงด้วยน้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกมีประโยชน์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะกับผิวแห้งกร้าน ที่ไม่เพียงแต่ช่วยบำรุงผิวที่แห้งกร้านอย่างล้ำลึกเท่านั้น แต่สามารถแก้ปัญหาผิวลอกแตก และอาการคันของผิวแห้ง ๆได้อีกด้วย ดีอย่างนี้ถ้าไม่นำมาลองบำรุงผิวแห้งกร้านของเราก็น่าเสียดายแย่เลยเนอะ

6. กินอาหารบำรุงผิว

ร่างกายและผิวพรรณจะมีลักษณะอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินเช่นกัน หากคุณเป็นคนที่มีผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น ควรจะรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันชนิดดีต่อสุขภาพ แมกนีเซียม วิตามินซี เบต้าแคโรทีน อย่างเช่น ปลาแซลมอน ดาร์กช็อกโกแลต ไขมันจากปลา มะม่วง ส้ม เป็นต้น

7. ดื่มน้ำเยอะ ๆ

สาวผิวแห้งทุกคน รวมถึงคนปกติ ควรต้องดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือมากกว่านั้นก็จะยิ่งดี เพื่อให้น้ำช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นในผิว และช่วยให้เราขับถ่ายของเสียที่คั่งค้างอยู่ในร่างกายออกไปให้มาก ๆ จะได้มีผิวพรรณที่ขาวใสเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้นอยู่ตลอด นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียงในทุกวัน จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยนะ

8. ลงทุนสักนิด

หากในบริเวณที่คุณอาศัยอยู่ เป็นสถานที่ที่มีสภาพอากาศแห้ง ก็ควรลงทุนซื้อเครื่องทำความชื้นไปติดไว้สักนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกสภาพอากาศแห้ง ๆ ดึงความชุ่มชื้นออกไปเยอะจนเกินควร เป็นสาเหตุให้ผิวพรรณของเราแห้งแตกและกร้านยิ่งขึ้น เจ้าเครื่องทำความชื้นที่ว่านี้ก็ไม่แพงมากนัก มีสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 3,500-5,000 บาทเองจ้า

8 อาหารต้านสิว

รักษาสิวมาตั้งแต่เริ่มเป็นสาว แต่ทำยังไงสิวก็ยังไม่หายขาดไปเสียที หากต้องทายาทาสิวอยู่เรื่อย ๆ แบบนี้บางทีก็เบื่อเหมือนกันนะ .. เอ๊ะ หากว่าคุณประสบปัญหาเช่นนี้ อาจเป็นเพราะว่ายังดูแลตัวเองไม่ดีพอหรือเปล่าคะ การหยุดสิวด้วยการรักษาถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง ถ้าแก้จากต้นทางก็ต้องเริ่มการป้องกันหรือระวังไม่ให้เกิดสิว ซึ่งนอกจากเรื่องความสะอาดแล้ว เรื่องการรับประทานอาหารเองก็มีส่วนมากเลยนะคะ วันนี้เราก็เลยขอนำเสนอ 8 อาหารต้านสิว ที่คุณกินได้กินดี ทั้งอร่อยลิ้นแล้วยังช่วยให้หน้าใสด้วยนะ

       1. แซลมอน

ปลาน่าอร่อยอย่างแซลมอน มีประโยชน์กับผิวของคุณมากมาย มันอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยยับยั้งการเกิดสิวบนผิวกาย ทั้งยังช่วยปรับฮอร์โมนของคุณให้สมดุล ส่งผลให้อารมณ์ของคุณมั่นคง ไม่เหวี่ยงขึ้น ๆ ลง ๆ ง่าย ซึ่งอารมณ์แบบนี้ก็ส่งผลให้เกิดสิวได้เช่นกันนะคะ นอกจากนี้โปรตีนและคอลลาเจนที่ได้จากเนื้อปลาแซลมอน ยังช่วยเสริมสร้างให้ผิวของคุณแข็งแรง ยืดหยุ่น และเก็บรักษาความชุ่มชื้นได้ดีด้วย

       2. ผักโขม

ผักใบเขียวปี๋อย่างผักโขม อุดมด้วยวิตามินอี โปรตีน และธาตุเหล็ก อันช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทำให้ผิวของคุณดูเปล่งปลั่งสุขภาพดีตามไปด้วย ทั้งยังช่วยต่อต้านอาการอักเสบ จึงป้องกันไม่ให้สิวเห่อ และรักษาระดับคอลลาเจนในผิวให้เหมาะสมด้วย ลองเติมผักโขมลงในสลัด สมูธตี้ หรือไข่เจียวของคุณก็น่าอร่อยนะคะ

       3. อัลมอนด์

อัลมอนด์นั้นเปี่ยมไปด้วยแมกนีเซียม วิตามินอี และวิตามินบีต่าง ๆ มีประโยชน์อย่างเยี่ยมยอดต่อผิว ทั้งยังมีไฟเบอร์สูง แถมแคลอรี่ต่ำกว่าถั่วอื่น ๆ คุณสามารถเลือกกินเป็นอัลมอนด์เม็ด หรือน้ำนมอัลมอนด์ก็ได้ แต่ให้เลือกสูตรไม่เติมน้ำตาลนะจ๊ะ

       4. เมล็ดเจีย (Chia seeds)

เมล็ดเจียอาจเป็นพืชที่ไม่ค่อยคุ้นหูสาว ๆ มากนัก เราเพิ่งจะค้นพบวิธีใช้ประโยชน์มันเมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ มันเป็นพืชตระกูลเดียวกับต้นแมงลัก เมล็ดเจียจึงพองตัวเมื่อนำไปแช่น้ำ มันอุดมไปด้วยโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ไฟเบอร์ วิตามินอี และวิตามินบีต่าง ๆ สารอาหารทั้งหมดนี้ไม่เพียงดีต่อผิวของคุณเท่านั้น ยังดีต่อการรักษาน้ำหนัก ช่วยการขับถ่าย กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญพลังงาน คุณสามารถหาซื้อและรับประทานมันได้ในรูปสมูธตี้ เติมในสลัด หรือซีเรียลบาร์ต่าง ๆ ก็ได้ค่ะ

เคล็ดลับดูแลหน้าใสก่อนนอน

เคล็ดลับหน้าใส มีอยู่หลายตำรับตำราด้วยกัน ตั้งแต่สูตรสมุนไพรโบราณ ที่หาได้ง่ายในห้องครัว ครีมบำรุงผิวสูตรต่าง ๆ เครื่องสำอางแต่งแต้มสีสันบนใบหน้า ไปจนถึงนวัตกรรมทรีตเมนต์ผิวหน้า ให้สวยกระจ่างใส

แต่หลายคน คงจะลืมไปว่า การผิวหน้าที่สวยใสนั้น ไม่ใช่แค่การบำรุงแต่เพียงอย่างเดียว หากควรได้รับการพักผ่อนดูแล รักษาความสะอาด ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งไม่แพ้การดูแลผิวแบบอื่น ๆ

โดยเฉพาะก่อนนอน คุณได้ดูแลผิวหน้าคุณเป็นอย่างดีแล้วหรือยัง เรามีเคล็ดลับการดูแลทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธีมาแนะนำกัน เพื่อจะได้มีใบหน้าที่สวยใส ไร้ริ้วรอย

ขั้นตอนแรก การบำรุงผิวหน้า – อยู่ที่การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวหน้าของแต่ละคน

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่ผิวหน้าแห้ง หรือผิวแพ้ง่าย ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำนมเป็นหลัก เพราะจะช่วยทำความสะอาดและเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวเราด้วย สำหรับคนผิวมัน ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้งเป็นผลัก จะช่วยควบคุมความมันบนใบหน้าด้วย

ขั้นตอนที่ 2 การทำความสะอาดใบหน้า – มีเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน

- การใช้ Cleansing ให้นวดทาทิ้งไว้ 30 วินาที – 1 นาที เพื่อให้ตัวครีมละลายสิ่งสกปรก เครื่องสำอาง คราบไขมันอุดตัน

- การล้างหน้า ควรล้างหน้าใบเบาบางที่สุด ไม่ขัดถูแรง ๆ เพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย อย่าใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้ง เพราะจะมีแรงกดมาก เป็นสาเหตุของริ้วรอย ใช้เพียงนิ้วกลางและนิ้วนางโดยเริ่มหมุนนิ้วออกเป็นวงกลม เริ่มจากบริเวณคาง คลึงนวดเบาๆ ไล่ขึ้นไปตามแก้ม ไล่จากบริเวณจุดกลางไปตามลายกล้ามเนื้อออกไปทางด้านข้าง ไล่ขึ้นไปที่หน้าผาก เป็นการต้านแรงโน้ม อาจจะเน้นบริเวณร่องจมูก เพื่อป้องกันการเกิดสิวเสี้ยน ส่วนวิธีการล้างออกนั้น ให้วักน้ำขึ้นมาแปะผิวหน้า ลูบเบา ๆ ห้ามถู เพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยเช่นกัน

จากนั้นปล่อยให้ผิวหน้าเราได้พักผ่อน ด้วยการเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูสภาพผิว ตื่นเช้ามาก็จะมีผิวสวยสดใสเปล่งปลั่ง ที่สำคัญ ใครที่มีสิวบ่อย ๆ ใช้วิธีนี้ สิวจะลดลงด้วย อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะคะ