เคล็ดลับบำรุงผิวให้ขาวใสอย่างถูกวิธี

ผิวขาวใสเป็นเรื่องที่ทุกคนใฝ่ฝัน ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเป็นตัวเลือกในการบำรุงผิวให้ขาว กระจ่างใส และอ่อนเยาว์มากมายหลากหลายวิธี แต่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าวิธีการบำรุงรักษาที่นิยมใช้กันอยู่ในทุกวันจะเห็นผลจากการบำรุงรักษาผิว ที่จะให้เห็นผลนั้นต้องดูแลให้ถูกวิธี จริงอยู่ว่าปัจจุบันมีทางเลือกหลากหลายมากมาย แต่ทั้งนี้แต่ละวิธีก็จะมีความเหมาะสมต่อชั้นผิวที่แตกต่างกันไป  โดยในการบำรุงรักษาของแต่ละชั้นผิวก็จะมีวิธีที่แตกต่างกัน ดังนี้

ชั้นหนังกำพร้า   เป็นชั้นบนสุด ที่ปรากฏริ้วรอยให้เห็นเด่นชัด เมื่ออายุมากขึ้น ทั้ง ฝ้า กระ จุดด่างดำ ไขมันตกตะกอน และริ้วรอยอื่น ๆ วิธีที่จะช่วยในการปรับผิวให้กลับไปเรียบเนียนและดูอ่อนโยน ก็จะได้แก่ การบำรุงด้วยครีมต่าง ๆที่เหมาะสมกับสภาพผิว และอาจรักษาโดยวิธีการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปด้วย “การขัดผิว” และ “การใช้สารเคมีในการผลัดลอกเซลล์ผิว” เป็น 2 วิธีที่เป็นที่นิยม ซึ่งจะช่วยในการลดเลือนริ้วรอย รักษาสิวและปรับสภาพสีผิว

ชั้นหนังแท้  ส่วนใหญ่จะเกิดปัญหาคอลลาเจนบนใบหน้าลดน้อยลง ดังนั้นวิธีที่จะสร้างคอลลาเจนให้กับปัญหาผิวที่เกิดขึ้น ก็สามารถทำได้โดยเครื่องมือ นวัตกรรมหลากหลายชนิด อาทิ วิธีการรักษาด้วย RF (Radio Frequency) ซึ่งจะรักษาได้ลึกเข้าไปในชั้นหนังแท้ โดยจะเข้าไปกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ หรืออาจใช้เครื่องมือ Profile Clearscan module ซึ่งเป็นเลเซอร์สำหรับการกระชับรูขุมขน และทำให้ใบหน้าดูใสและสว่างขึ้น โดยอาศัยหลักการ Photothermolysisจากลำแสงเลเซอร์ไปกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนและลดการทำงานของเม็ดสี โดยที่ไม่ทำลายผิวหน้า

คงสภาพผลการรักษา  หลังการรักษาผิวด้วยวิธีใด ๆ จำเป็นต้องมีการดูแลผิวเพื่อคงสภาพการรักษาให้ผิวดูดีในทุก ๆ วัน ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการมีรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ร่วมกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน การรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี และวิตามินอี ร่วมกับการดูแลผิวด้วยการใช้ครีมขัดผิวเอาเซลล์ที่ตายแล้วออก และการทาเซรั่มบำรุงผิว สิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวคือ ครีมกันแดด เพราะแสงแดด จะเป็นตัวการสำคัญทำให้ผิวกลับมาหมองคล้ำ โดยเฉพาะแดดยามพระอาทิตย์ตรงศีรษะเป็นต้นไป ซึ่งการทาครีมกันแดดจะช่วยป้องกันได้ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามเราควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB ซึ่งควรเป็นครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 หรือสูงกว่า เพื่อปกป้องผิวจากการถูกทำลายด้วยแสงแดด ผู้เชี่ยวชาญของเราจะให้คำแนะนำและทางเลือกในการรักษาที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

รองพื้นสำหรับผิวมัน เลือกอย่างไรให้เหมาะกับสาวหน้ามัน

นอกเหนือจากครีมบำรุงผิวหลากหลายชนิดที่สาว ๆ เลือกใช้เพื่อปกป้องบำรุงผิวหน้าให้สวยใสดูดีอยู่เป็นประจำทุกเช้าแล้ว รองพื้นก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลาย ๆ คนให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะสำหรับสาวผิวมัน ยิ่งจำเป็นจะต้องมองหาผลิตภัณฑ์รองพื้นที่เหมาะกับผิวเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสาวผิวมันมักมีรูขุมขนกว้างและมีผิวที่เคลือบไปด้วยน้ำมัน โดยเฉพาะในบริเวณจมูก แก้ม หน้าและปาก อันเกิดจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ดังนั้นจึงควรเลือกรองพื้นที่เหมาะกับผิวหน้ามันได้ ดังต่อไปนี้

เลือกรองพื้นสูตรน้ำหรือรองพื้นสูตรเจล เนื่องจากรองพื้น 2 เนื้อนี้จะมีความบางเบา สามารถปกปิดร่องรูขุมขนบนใบหน้าได้อย่างพอเหมาะ ทั้งยังทนน้ำ ทนเหงื่อได้ดี ไม่ทำให้รองพื้นหลุดลอกได้ง่ายในระหว่างวัน

เลือกรองพื้นแบบออยล์ฟรี ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน น้ำหอมและแอลกอฮอล์ สาวผิวมันควรหลีกเลี่ยงรองพื้นที่มีมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงและมีความชุ่มชื่น เพราะนอกจากจะทำให้หน้ามันเพิ่มขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้อุดตันในรูขุมขนจนอาจเกิดสิวได้

เลือกรองพื้นที่ผสมแร่ธาตุและวิตามินจากธรรมชาติ อย่าง น้ำแร่ ซิงค์ ออกไซด์และวิตามินซี ที่จะทำเข้ามาช่วยดูดซับความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้เป็นยังดี อีกทั้งวิตามินซีก็จะช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใส เปล่งปลั่งไม่หม่นหมอง

           วิธีดูแลผิว สำหรับสาวหน้ามัน

ใช้ครีมบำรุงผิว ครีมกันแดดให้เหมาะสมกับผิวมัน ใช่ว่าเป็นสาวผิวมันแล้วจะไม่ต้องบำรุงผิวให้ชุ่มชื่นนะคะ สาว ๆ สามารถเลือกใช้เป็นเซรั่ม โลชั่น หรือโทนเนอร์ที่ช่วยควบคุมความมันและบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื่นอย่างพอเหมาะแทนมอยส์เจอไรเซอร์ แล้วอย่าลืมเลือกปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดแบบออยล์ฟรีก่อนออกจากบ้านด้วยนะคะ

อย่าปล่อยให้มีสิ่งตกค้างอยู่บนผิวหน้าเป็นเวลานาน ๆ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ให้รีบล้างหน้าทำความสะอาดด้วยคลีนซิ่งและเจลล้างหน้าเป็นประจำ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้มีน้ำมันและคราบเครื่องสำอางตกหล่นจนอาจก่อให้เกิดการอุดตันได้

หมั่นมาส์ก พอกหน้าด้วยโคลนหรือสมุนไพร อย่าง มะขามเปียกและขมิ้นสัปดาห์ละ 1- 2 ครั้ง เพราะจะช่วยผลัดเซลล์ผิวหน้าที่ตายแล้วและยังช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลงได้

เลือกรับประทานผัก ผลไม้และน้ำเปล่าให้มากขึ้น แล้วลดอาหารมัน ๆ และของทอดให้น้อยลง เพราะอาหารจะยิ่งทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น

หนาวนี้ผิวแห้งใช่ไหม มาล้างหน้าด้วยออยล์กันเถอะ

หน้าหนาวที่อากาศแห้งแบบนี้ ใครบำรุงผิวไม่เพียงพอท่าทางจะต้องเผชิญกับผิวแห้งและลอกอย่างแน่นอนเลยค่ะ โดยเฉพาะผิวหน้าของเราที่แม้จะทามอยส์เจอไรเซอร์ทุกวัน ก็ยังมีสิทธิ์ที่ผิวจะแห้งและลอกได้เหมือนกัน เวลาผิวลอกเป็นขุยก็ไม่น่าดูเลยจริง ๆ แถมผิวที่แห้งยังทำให้แต่งหน้าไม่ติดอีกต่างหาก ส่วนการล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ช่วยชะเอาสิ่งสกปรกรวมออกไป ก็กลับดึงน้ำมันในผิวออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งได้เช่นกัน ถ้าอย่างนั้นลองเปลี่ยนมาเป็นการล้างหน้าด้วยออยล์ดูดีไหมคะ มันทำความสะอาดผิวหน้าได้ แถมยังบำรุงความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าไปในตัวได้เป็นอย่างดี .. อ๊ะ ๆ ใครที่ฟังแล้วยังขมวดคิ้วว่าการเอาออยล์มาล้างหน้านั้นดีอย่างไร

 

1. ง่าย

การล้างหน้าด้วยออยล์ทำได้ง่ายมาก ๆ โดยออยล์ที่คุณจะใช้ล้างหน้า ได้มาจากการผสม “โอลีฟออยล์” หรือ น้ำมันมะกอก และ “คาสเตอร์ออยล์” หรือ น้ำมันหุง ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน (อาจหยดเอสเซนเชียลออยล์ลงไปนิดหน่อยด้วยก็ได้ค่ะ) กรอกใส่ขวดปั๊ม เขย่าให้เข้ากัน แล้วกดออกมาใช้ทีละนิด ถูนวดคลีนซิ่งออยล์ลงบนผิวหน้าแล้วทิ้งไว้ 1 นาที จากนั้นให้ใช้ผ้าอุ่น ๆ มาวางโปะไว้บนใบหน้า 30 วินาที แล้วค่อย ๆ ใช้ผ้าอุ่นนั้นเช็ดความมันของออยล์บนใบหน้าอกไป

 

2. เป็นธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่าคลีนซิ่งออยล์สูตรดังกล่าวล้วนแต่มีส่วนผสมที่ได้จากธรรมชาติ คุณจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการแพ้สารสังเคราะห์อย่าง พาราเบน ซัลเฟต สารแต่งสี กลิ่น หรือสารสังเคราะห์เคมีอื่น ๆ ที่อาจทำร้ายหรือสะสมในผิวได้ นอกจากความเป็นธรรมชาติของคลีนซิ่งออยล์จะดีกับผิวของคุณแล้ว ยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วยนะคะ

 

      3. ราคาไม่แพง

ออยล์ทั้งสองชนิดนี้สามารถหาซื้อได้ในราคาสบายกระเป๋า ไม่จำต้องเสี่ยงกับการซื้อผลิตภัณฑ์ล้างหน้าราคาแพงที่อวดสรรพคุณหลากหลาย ซึ่งคุณเองก็ไม่รู้ว่าจะได้ได้ผลดีแค่ไหน แถมคลีนซิ่งออยล์สูตรนี้ยังสามารถใช้ล้างเครื่องสำอางได้ด้วยนะ

 

      4. ผิวสุขภาพดีขึ้น

ไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติในการทำความสะอาดเท่านั้น การล้างหน้าด้วยออยล์ยังบำรุงผิวหน้าไปในตัวด้วย เพราะในขณะที่คาสเตอร์ออยล์ดึงเอาน้ำมันส่วนเกิดและสิ่งสกปรกออกมาจากรูขุมขน โอลีฟออยล์ก็จะเข้าบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมกับสารแอนตี้ออกซิแดนท์ให้ผิวด้วยเช่นกัน ภายใน 2 สัปดาห์ผิวจะดีขึ้นจนเริ่มมีคนทักถึงความเปลี่ยนแปลงเลยล่ะ

 

      5.ทำความสะอาดผิวได้ดี

ความรู้สึกเหนอะ ๆ ที่ได้หลังการล้างหน้าด้วยออยล์ อาจทำให้คุณรู้สึกว่าผิวยังไม่สะอาดเมื่อเปรียบเทียบกับความเบาสบายผิวกว่าหลังการล้างหน้าด้วยโฟม แต่ความจริงแล้วความรู้สึกเหนอะนิด ๆ หลังล้างหน้าด้วยออยล์นั้น เกิดจากผิวของคุณได้รับความชุ่มชื้นจากออยล์ต่างหากค่ะ ส่วนประสิทธิภาพเรื่องการทำความสะอาดผิว คลีนซิ่งออยล์ก็ทำได้ดีไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าราคาแพงเหมือนกัน มันสามารถดึงเอาน้ำมันส่วนเกิน และความสกปรกที่สะสมอยู่ในรูขุมขนระหว่างวันออกมาได้ดี และถูกชะล้าง เช็ดออกไปด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น ๆ มั่นใจได้ว่าทั้งสะอาดดี และผิวก็ชุ่มชื้นด้วย

 

      6. บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี

อย่างที่กล่าวว่าโอลีฟออยล์นั้นเป็นสารบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นโดยธรรมชาติ ขนาดผลิตภัณฑ์แพง ๆ ยังดึงเอามันไปเป็นส่วนผสมเพื่อบำรุงผิวเลยด้วยซ้ำ คุณสามารถใช้โอลีฟออยล์ได้ทั้งกับใบหน้าและผิวพรรณส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ช่วยผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น และสุขภาพดี แถมนี่ยังเป็นตำรับความงามของสาวชาวอียิปต์และโรมันด้วยนะคะ

 

      7. ปลอดภัย

เพราะส่วนผสมหลักทั้งสองตัวคือน้ำมันที่ได้จากพืชพรรณธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ว่ามันปลอดภัยกับผิวของคุณ และอ่อนโยนกับผิวมากเสียกว่าส่วนผสมสังเคราะห์ชื่อแปลก ๆ ที่อยู่ข้างฉลาดโฟมล้างหน้าเสียอีก